ใบมันสำปะหลัง ราคาดี มีค่าอย่าทิ้ง

ใบมันสำปะหลัง ประโยชน์ได้ที่มหาศาล ทำปุ๋ยอินทรีย์ หรือเก็บขายโรงงานอาหารสัตว์ ได้ราคาสูง

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกษตรกรนิยมปลูก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน  เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้ง สามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือนขึ้นไป และหากเกษตรกรไม่พอใจราคามันสำปะหลังก็สามารถรอการเก็บเกี่ยวได้ถึง 2 ปี  การปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยมีมานานหลายสิบปี  พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังค่อนข้างแปรปรวนขึ้นอยู่กับราคาที่เกษตรกรขายได้ โดยในปี 2559  พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ 7 ล้านไร่  ผลผลิตหัวมันสด 20.5 ล้านตัน

ส่วนที่อยู่เหนือดินของมันสำปะหลัง  นอกจากต้นมันแล้วยังมีใบมันสำปะหลัง  ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ ของการเก็บเกี่ยวจะมีใบมันสดคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 660-700 กิโลกรัม  โดยใบมันสดมีโปรตีนอยู่ 6%  และยังมีไซยาไนต์ในปริมาณสูง  แต่การผึ่งแดด 2-3 แดด   หรืออบแห้งจะช่วยลดปริมาณไซยาไนต์จนอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้  นอกจากนี้ใบมันยังเป็นแหล่งสารสีหรือสารแซนโทฟิลล์อีกด้วย   เมื่อเทียบคุณค่าทางโภชนาการของใบมันแห้งและใบกระถินแห้ง  จะมีคุณค่าใกล้เคียงกันโดยมีโปรตีนสูงถึง 23%

 

การเก็บเกี่ยวใบมัน สามารถเก็บทั้งใบและก้าน รวมถึงส่วนยอดของลำต้นความยาวประมาณ 20-50 เซนติเมตร โดยสามารถเก็บใบมันได้เมื่อต้นมันมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป  ซึ่งในการเก็บใบมันเกษตรกรทยอยเก็บครั้งละ 10-15 ใบต่อต้น จะไม่กระทบต่อผลผลิตหัวมัน  และหลังจากนั้นเก็บอีกครั้งในช่วงขุดหัวมัน การเก็บเกี่ยวใบมันใช้แรงงานและเวลาไม่มาก และหากเกษตรกรมีการจัดช่วงระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมก็จะสามารถใช้แรงงานในครอบครัวได้อย่างเหมาะสมและสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้ดี

การผลิตใบมันสำปะหลังแห้งเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์

1) เก็บใบมันสำปะหลัง ควรเก็บใบมันสำปะหลังจากต้นก่อน ทำการเก็บเกี่ยวหัวมัน เนื่องจากการเก็บใบมันสำปะหลังหลังการเกี่ยว แล้วนั้น อาจทำได้ไม่สะดวก และไม่สามารถเก็บใบมันสำปะหลังใน แปลงได้หมด แต่ควรเก็บใบมันก่อนการขุดหัวมันไม่เกิน 12– 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง

2) การเก็บใบมันนั้นควรเด็ดจากส่วนยอดบริเวณที่มีสีเขียว ยาวลงมาประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือเด็ดเฉพาะใบกับก้าน ใบเท่านั้น ไม่ควรเก็บส่วนของลำต้นติดมาด้วย เนื่องจากจะทำให้ใบมันสำปะหลังที่ได้มีคุณภาพต่ำ คือโปรตีนต่ำ เยื่อใยสูง และส่วน ก้านกับลำต้นยังทำให้แห้งได้ช้าอีกด้วย

3) เมื่อเก็บใบมันมาแล้วควร ตาก / ผึ่งแดดให้เร็วที่สุด เนื่องจากการเก็บไว้ในกระสอบหรือกองไว้ ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้ใบมันสำปะหลังมีลักษณะตายนึ่ง ใบมันสำปะหลังที่ได้เป็นสีน้ำตาล ไม่เป็นสีเขียว ไม่น่าใช้ อีกทั้งทำให้มีการสูญเสีย ไวตามินเอและสารสีในใบมันไปด้วย

4) นำใบมันสำปะหลังที่เก็บได้มาตาก / ผึ่งแดด ให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งเร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้าน แห้งได้ทั่วถึง โดยตาก / ผึ่งแดด นาน 2 – 3 แดด ซึ่งใบมันแห้งที่ ได้นี้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารโค – กระบือ ได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการบดสำหรับในสัตว์กระเพาะเดี่ยวพวกสุกรและสัตว์ปีกต้องนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่น

คุณค่าทางโภชนะของใบมันสำปะหลังแห้ง

สำหรับคุณค่าทางโภชนะของใบมันสำปะหลังจะผันแปรตามปริมาณส่วนใบกับก้าน และลำต้นที่ติดมา ถ้ามีส่วนใบมากโปรตีนก็จะสูง โดยคุณค่าทางโภชนะของใบมันสำปะหลังแห้ง  แม้ว่าใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่ในใบมันแห้งจะมีกรดไฮโดรไซยานิคเหลืออยู่ในระดับต่ำมากไม่เกิน 30 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เช่นเดียวกับในมันเส้นที่สารพิษระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ และกรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้เกิดระบบที่ทำให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กก. ก็มีประโยชน์สามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ด้วยนอกจากนี้ใบมันสำปะหลังแห้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งของไวตามินเอ (แคโรทีน) และสารสีแซนโทฟิลล์ให้กับสัตว์โดยมีปริมาณสูงกว่า คือประมาณ 660 มก. / กก. เทียบกับ 318 มก. / กก. ที่มีอยู่ในใบกระถิน

การใช้ใบมันสำปะหลังแห้งในสูตรอาหารสัตว์

ข้อจำกัดในการใช้ใบมันสำปะหลังคือระดับเยื่อใยหรือความฟ่าม จึงแนะนำให้ใช้ในสูตรอาหารสุกรรุ่น-ขุน และแม่พันธุ์ในระดับไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ อาหารสัตว์ปีกไม่เกิน 5-7 เปอร์เซ็นต์ อาหารผสมรวม (TMR) สำหรับโค-กระบือ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่จะไม่มีปัญหาจากสารพิษทั้งสองชนิดดังกล่าวข้างต้น

 

 

แม้ว่าที่ผ่านมาเกษตรกรบางรายจะมีการใช้ใบมันสำปะหลังเพื่อเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงโคบ้างก็ตาม  แต่ปัจจุบันมีการค้าใบมันสำปะหลังบ้างแล้ว ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้ประกอบการในจังหวัดกาญจนบุรีพบว่า ลานมันได้รับซื้อใบมันสดและใบมันแห้งจากเกษตรกรและจำหน่ายให้แก่ผู้เลี้ยงสัตว์ในรูปใบมันแห้งและใบมันหมัก

โดยราคารับซื้อใบมันสดตันละ 700 บาท  และใบมันแห้งสูงถึงตันละ 4,000 บาท  โดยนำใบสดมาตาก 2-3 แดด  ให้ความชื้นเหลือประมาณ 8-10%  แล้วบดเป็นชิ้นเล็กๆ รอจำหน่ายหรือนำใบสดมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ  หมักร่วมกับกากแป้งในถุงพลาสติกปิดปากแน่น  เป็นเวลา 15 วัน  สามารถลดปริมาณไซยาไนต์ได้กว่าร้อยละ 90   ราคาจำหน่ายใบมันแห้งบดสูงถึงตันละ 6,000 บาท และราคาใบมันหมักตันละ 2,000 บาท ซึ่งสามารถใช้ในสูตรอาหารสัตว์ได้ประมาณ 5% สำหรับสถานที่รับซื้อนั้น ปัจจุบันพบว่ามีพ่อค้าประกาศรับซื้อทางสื่อออนไลน์ทั้งเฟสบุ้คและโซเชียลต่างๆเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังของไทย

ล่าสุดจากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพชาวไร่มัน ของชาวบ้านในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ พบว่าที่บ้านคำเจริญ หมู่ 9 ต.เว่อ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้มีหลายครอบครัวประกอบอาชีพบดลำต้นและใบมันสำปะหลัง เพื่อส่งขายให้กับฟาร์มเลี้ยงวัว มองเห็นอนาคตที่สดใส ก่อนที่จะรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน


โดยนายบัวศรี หินศิลา อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 17 บ้านคำเจริญ หมู่ 9 ต.เว่อ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้เริ่มหาลำต้นมันสำปะหลังมาทำการบดแล้วตากแห้ง เพื่อบรรจุกระสอบนำส่งขายให้กับฟาร์มเลี้ยงวัวเมื่อปี 2557 โดยได้แนวทางและวิธีการจากญาติชาว จ.อุดรธานี เริ่มแรกซื้อเครื่องบดมือสอง ราคา 25,000 บาท นำลำต้นมันสำปะซึ่งมีส่วนของใบติดมาด้วย มาเข้าเครื่องบดผสมกัน แล้วผึ่งแดดให้แห้ง รองด้วยแผ่นพลาสติกเพื่อง่ายในการจัดเก็บ ผึ่งเพียง 2 แดดก็แห้ง บรรจุกระสอบๆละประมาณ 15 กก. จำหน่ายราคากระสอบละ 50-70 บาท โดยเจ้าของฟาร์มวัวจะรับซื้อเป็นอาหารเสริมให้กับวัว ซึ่งลำต้นมันสำปะหลังบดดังกล่าว ให้คุณค่าอาหารด้านเพิ่มเนื้อ เพิ่มไขมันและเพิ่มน้ำนม

นายบัวศรีกล่าวอีกว่า ช่วงแรกๆก็นำลำต้นมันสำปะหลังของตนที่ถึงอายุเก็บผลผลิตมาบด พอยอดสั่งซื้อมากขึ้น ลำต้นมันสำปะหลังของตนไม่เพียงพอ ก็ต้องไปให้ติดต่อขอซื้อกับเจ้าของรายอื่นบ้าง หรือจ้างแรงงานไปช่วยบ้าง จึงมีรายจ่ายเพิ่มเข้ามาเฉลี่ยวันละ 600 บาท แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะทำง่าย ขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน สามารถทำสองคนผัวเมียได้ ที่สำคัญทำได้ตลอดปี จากที่เคยทำนา ทำไร่มันสำปะหลัง และเวลาส่วนมากจะว่างงาน พอได้อาชีพใหม่โดยทำการบดลำมันสำปะหลัง ก็จึงยึดเป็นอาชีพหลัก ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่เคยว่างงานเลย ที่สำคัญทำง่าย ขายง่าย มีตลาดรองรับแน่นนอน โดยมีฟาร์มรับซื้อตอนนี้ 6 แห่ง ในเขต จ.กาฬสินธุ์และใกล้เคียง จัดส่งเดือนละประมาณ 5 เที่ยว รายได้เที่ยวละ 6,000 บาท เฉลี่ยมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท


ทั้งนี้ จากการที่ตนมีอาชีพใหม่ ที่ทำแล้วมีรายได้ ไม่ยุ่งยาก ก็มีญาติๆและเพื่อนบ้านหลายครอบครัวทำตามตน ก่อนที่จะรวมตัวกัน 7 ครัวเรือนไปขอยื่นจดทะเบียนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบดลำต้นมันสำปะหลังกับสำนักงานเกษตรอำเภอ ยางตลาด ซึ่งจะเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้กับอาชีพบดลำต้นมันสำปะหลัง เพื่อเป็นอาหารเสริมเลี้ยงวัวต่อไป.

ที่มาข้อมูลวิชาการ.

สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมวิชาการเกษตร

บริษัทที่รับซื้อ/จำหน่าย.

-เจ้าของฟาร์มวัว จ.ชัยภูมิ

บริษัท ไอออนิค จำกัด

-บจก. กิตติรัตนพรรณ

แหล่งประกาศทางโซเชียล

-เพจรับซื้อขายใบมันสำปะหลัง

-โชคธิดาฟาร์ม

ข่าวที่ปรากฏทางสื่อ
-นสพ.ผู้จัดการออนไลน์

NationTV22

Facebook Comments