ไขคำตอบ..บวชชีพราหมณ์แล้วได้อะไร แก้กรรมได้จริงหรือไม่?

ความจริงแล้วการออกบวชพราหมณ์ ในความหมายของพระพุทธศาสนานั้นคือ “การออกจากกาม”

หรือ “การบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี” อันหมายถึง การปฏิบัติเพื่อออกจากกามหรือความอยากทั้งหลายโดยไม่ได้ถือบวชเป็นเพศบรรพชิตเต็มตัวเป็นพระภิกษุ และก็ไม่ได้หมายถึงการออกบวชหรือการเปลี่ยนศาสนาให้เป็นวรรณะพราหมณ์ของศาสนาฮินดูแต่อย่างใด

ตัวอย่างสำคัญในการบำเพ็ญเนกขัมมะหรือการออกจากกามในพระพุทธศาสนาก็คือ พระเตมีย์กุมารซึ่งเป็นอดีตชาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์มีความโดดเด่นที่สุดในการบำเพ็ญบารมีในด้านนี้มากที่สุดในภพชาตินั้น

พระเตมีย์กุมาร เมื่อมีพระชนมายุได้ 1 เดือนก็ทรงทำการระลึกชาติได้ ในขณะบรรทมอยู่บนตักของพระบิดานามว่า พระเจ้ากาสี ซึ่งในขณะนั้นพระราชบิดา กำลังพิพากษาความผิดของโจร 4 คนด้วยพระสุรเสียงอันดุดันมาก

โจรคนแรกนั้นมีความผิดน้อยกว่าคนอื่นทรงตัดสินโทษให้เฆี่ยนด้วยหวาย โจรคนที่สองมีความผิดมากกว่าคนแรกจึงทรงตัดสินโทษให้คุมขังไว้เสีย คนที่สามก็มีความผิดมากกว่าสองคนแรกตัดสินให้ประหารชีวิต ส่วนโจรคนสุดท้ายนั้นมีความผิดมากกว่าใครทั้งหมดก็ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเช่นกันแต่ทรงกระทำด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมกว่าคนแรกมากคือ เสียบด้วยหลาวทั้งเป็นแล้วประจานไว้หน้าประตูเมือง

พระเตมีย์กุมารทรงระลึกชาติได้ว่าชาติหนึ่งในอดีตพระองค์ก็เคยเกิดเป็นกษัตริย์ครองเมืองเดียวกันกับพระบิดานี้อยู่นานถึง 20 ปีได้ทำการตัดสินประหารผู้คนมาไม่น้อยเช่นเดียวกัน เมื่อตายไปแล้วจึงส่งผลให้ไปเกิดในนรกนานถึง 80,000 ปี พอพ้นจากนรกแล้วผลบุญจึงส่งให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จากนั้นเมื่อหมดบุญแล้วจึงได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในราชตระกูลเดิมอีกครั้งหนึ่ง

พระเตมีย์กุมารจึงคิดได้ว่า หากอยู่เป็นฆราวาสต่ออย่างนี้แล้วรับรองได้เลยว่าจะต้องไปทำบาปกรรมเช่นเดียวกับพระราชบิดาอีกแน่นอน เพราะตำแหน่งหน้าที่บังคับให้เป็นไปเช่นนั้น แล้วผลแห่งบาปกรรมก็จะต้องส่งให้กลับไปตกนรกอีก จึงทำการใคร่ครวญจะหาทางไปให้พ้นจากตำแหน่งกษัตริย์ตั้งแต่เวลาที่พระองค์ยังเป็นทารกนับแต่บัดนั้น

เมื่อพระองค์เติบใหญ่ขึ้นจึงทรงใช้วิธีการแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา หูหนวกเป็นใบ้ไม่พูดจาข้องแวะกับใคร แม้จะถูกเหล่าพระญาติและเสนาอำมาตย์ทดสอบหลอกล่อด้วยวิธีการใดๆ พระองค์ก็ไม่แสดงอาการใดๆ ให้ปรากฏ จึงมีมติให้นำพระเตมีย์กุมารไปฝังเสีย แม้พระมารดาจะทรงคัดค้านอย่างหนักก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ขอให้พระเตมีย์กุมารได้ครองราชย์อย่างน้อยสัก 7 วัน

แต่ใน 7 วันที่ครองราชย์พระเตมีย์กุมารก็ไม่ยอมพูดจาใด ๆ พระบิดาจึงหมดหนทางต้องสั่งให้สารถีรือคนขับราชรถนำตัวพระราชกุมารขึ้นรถไปฝัง ขณะที่นายสารถีขุดหลุมอยู่พระราชกุมารก็ได้ลงจากรถแล้วตรัสแจ้งความจริงให้ทราบว่า พระองค์มีพระประสงค์จะออกบวชอยู่ในป่าตามลำพังมาเป็นเวลานานแล้วจึงได้ทำเช่นนี้

นายสารถีได้ยินเข้าก็เกิดความเลื่อมใส แต่ก็ยังไม่วายที่จะเป็นห่วงเพราะในป่ามีอันตรายจากสัตว์และโจรป่าได้แต่พระเตมีย์ก็ยังยืนยันโดยพระองค์กล่าวว่า

“ไม่มีอันตรายใด ๆ หรอกสำหรับผู้ที่ออกบวช คนที่บวชแล้วย่อมปลอดภัยคนที่บวชแล้วย่อมเสียสละไม่แสวงหาผลประโยชน์ เมื่อไม่แสวงหาผลประโยชน์ก็ไม่มีการกระทบกระทั่งและก็จะไม่มีศัตรูที่จะมาทำร้ายได้”

เมื่อนายสารถีแน่ใจว่าพระเตมีย์กุมารไม่เสด็จกลับพระนครแน่และไม่สนใจในพระราชสมบัติแม้แต่น้อยจึงเกิดความศรัทธาและขอออกบวชด้วย พระเตมีย์จึงสั่งให้นายสารถีนำราชรถกลับไปคืนก่อนเมื่อนายสารถีนำความไปเล่าถวายพระราชบิดาและพระราชมารดาให้ทราบแล้ว ทั้งสองพระองค์รวมทั้งข้าราชบริพารต่างก็พากันยินดีและเดินทางไปพบเพื่อทูลเชิญให้พระองค์เสด็จกลับพระนคร

แต่พระเตมีย์กลับทรงแสดงธรรมให้ยินดีในเนกขัมมะคือ การออกจากกามด้วยการถือบวช เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งพระราชบิดา พระราชมารดาพร้อมด้วยบริวารก็เกิดความเลื่อมใสในคำสอนออกบวชตามกันเป็นจำนวนมากและยังมีพระราชาอื่นๆ ที่ได้เดินทางมาฟังธรรมและออกบวชอีกมากเช่นกัน

การออกบวชด้วยหลักเนกขัมมะแบบพระพุทธศาสนาจึงมีความมุ่งหมายเพื่อละต้นเหตุของกิเลสอยู่ 2 ประการได้แก่ กิเลสกาม และวัตถุกาม มี 2 รูปแบบในทางปฏิบัติก็คือ

1.ด้วยการบรรพชาอุปสมบท เป็นพระภิกษุหรือสามเณร ถือข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยงดเว้นจากกิจกรรมของคฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน)ทุกชนิดคือไม่แสวงหาทรัพย์ ไม่รับเงินทองใดๆ อันหมายถึงการละออกจาก วัตถุกามต่างๆ ส่วนการละเว้นซึ่งกิเลสกาม ก็คือการถือปฏิบัติตามข้อศีลไปตามลำดับตั้งแต่ ศีล 10 ของสามเณร และศีล 227 ข้อของพระภิกษุ

ซึ่งกรณีของพระเตมีย์กุมารก็คือการออกบวชด้วยลักษณะนี้เพียงแต่ในสมัยที่เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ยังไม่มีพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น พระองค์จึงได้ถือบวชแบบเป็นฤๅษี

2.ด้วยการรักษาข้อปฏิบัติที่ทำได้ยากกว่าคนปกติธรรมดา นั่นคือการถือศีล อันเป็นข้อปฏิบัติที่จะเป็นเครื่องรักษากายและวาจาให้เข้มข้นเคร่งครัดกว่าผู้ครองเรือนปกติคือ ถือศีล 8 เป็นอย่างน้อยและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงการดำเนินกิจกรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายคือ การให้ทาน,การฟังธรรม,การสนทนาธรรม,การเจริญสมถะกรรมฐาน (สมาธิ)และการเจริญปัญญา เป็นต้น

ดังนั้นการบวชพราหมณ์ในความหมายของพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนั้นจะมีความหมายตรงกับการออกจากกามในข้อที่ 2 นี้เอง

โดยการยึดถือข้อปฏิบัติถือ ศีล 8 เป็นอย่างน้อย และมีการแสดงออกโดยเชิง “สัญลักษณ์” ด้วยการนุ่งขาวห่มขาวและเกล้าผมให้เป็นมวย อันเป็นข้อปฏิบัติแบบในศาสนาฮินดูที่สีเครื่องแต่งกายประจำของพราหมณ์เป็นสีขาวเพื่อเป็นการแสดงถึงความบริสุทธิ์ และเป็นการเตือนจิตใจให้ระมัดระวังรักษาศีลไม่ให้ขาดและหมั่นเพียรทำความดีต่อไป

ที่สำคัญก็คือการออกบวชพราหมณ์นั้นมีความแตกต่างจากการปฏิบัติธรรมปกติที่เห็นได้ชัดที่สุดเป็นรูปธรรมก็คือ การละทิ้งเรือนโดยไปอาศัยอยู่ในวัดหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่ไม่ใช่ที่อยู่ไม่ใช่บ้านเรือนของตนเองและการถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด

ในขณะที่การปฏิบัติธรรมนั้นเรายังสามารถกระทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าอยู่ในบ้าน,ที่ทำงาน หรือสถานที่ใดๆ หากเป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมได้ทั้งสิ้นและยังสามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศได้ตามปกติวิสัยปุถุชน

หวังใจว่าทุกท่านที่กำลังสงสัย หรือกำลังจะไปบวชชีพราหมณ์ต่างๆ นั้นคงจะเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง และจะได้ไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลเลิศต่อไป

ขอบคุณที่มา ธ.ธรรมรักษ์
ขอบุญรักษาทุกท่าน โปรดแชร์ต่อ เพื่อเป็นธรรมทาน.

Facebook Comments