“ผักแก่นขม” ต้านมะเร็งลำใส้ ลดพิษไข้ บำรุงน้ำดี และสรรพคุณน่าทึ่ง 16 ข้อ!

สมุนไพรผักแก่นขม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักขี้ขวง (ภาคเหนือ),แก่นขม ดางขม ขี้ขม(ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), สะเดาดิน ผักขวง (ภาคกลาง), ขี้ก๋วง, ส่วนในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า “ขวง“ เป็นต้น

ผักแก่นขม เป็นผักพื้นบ้านที่พบมากในภาคอีสาน และภาคเหนือ หารับประทานได้ง่ายในหน้าหนาว และหน้าแล้ง โดยเฉพาะภาคอีสานที่นิยมใช้ประกอบอาหารจำพวกต้ม และแกงต่างๆ เนื้อผักมีความนุ่ม ให้รสขมเล็กน้อย ช่วยเพิ่มรสให้น่ารับประทาน และมีสรรพคุณทางยาต่อร่างกาย

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ผักแก่นขมมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ในตอนบนของพม่า ไทย และลาว ในประเทศไทยพบมากในภาคอีสาน พบได้เฉพาะในแปลงนาหรือพื้นที่เตียนโล่ง โดยเฉพาะบริเวณแอ่งหรือที่ต่ำในแปลงนาหรือข้างแอ่งน้ำที่ชุ่ม และพบได้เฉพาะช่วงหน้าหนาวถึงหน้าแล้ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ผักแก่นขม เป็นพืชล้มลุกชนิดเลื้อย มีลำต้นหลักสั้น สีน้ำตาลอมแดง แทงขึ้นเหนือดินเล็กน้อย จากนั้น ลำต้นแตกกิ่งแขนงออกจำนวนมาก ขนาดกิ่ง 0.2-0.3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร กิ่งมีลักษณะเป็นข้อปล้อง บริเวณข้อเป็นส่วนแตกออกของใบ กิ่งแขนงอ่อนมีสีเขียวอ่อน กิ่งที่โตเต็มที่มีสีเขียวอมน้ำตาล เนื้อกิ่งเป็นเส้นใย กิ่งแขนงเมื่อเริ่มแตกออกจะนอนเลื้อยตามพื้นดิน

ใบ
ใบแก่นขม ออกเป็นคู่ตรงข้างกันบริเวณข้อกิ่ง มีรูปหอก ขนาดใบกว้าง 0.5-1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ เรียวจรดกิ่งแขนง ปลายใบใหญ่ โค้ง และแหลมเล็กน้อย แผ่นใบ และขอบใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน แผ่นใบด้านล่างมีสีจางกว่า เส้นกลางใบ และเส้นแขนงใบมองเห็นไม่ชัดเจน

ดอก
แก่นขมออกดอกเป็นช่อสั้นๆ ขนาดเล็ก แทงออกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 5-8 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ทรงกลม ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ดอกทะยอยบานในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

ผล และเมล็ด
ผลแก่นขมมีลักษณะกลม ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร เปลือกผลมีสีน้ำตาลอมดำ ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาล เมล็ดจะทยอยแก่ และร่วงลงดินประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม

สรรพคุณแก่นขม ทุกส่วนของผักแก่นขมจะมีรสขมอ่อน มีสรรพคุณหลายอย่าง ได้แก่

1. ช่วยต้านมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้

2. ช่วยลดไข้ บรรเทาอาการตัวร้อนจากไข้

3. ต้นสดนำมาตำผสมกับขิงใช้เป็นยาสุมกระหม่อมเด็ก จะช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้หวัดคัดจมูก (ทั้งต้น)

4. ผักขวงทั้งต้นมีรสขมเย็น ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ทั้งปวง (ทั้งต้น)

5. ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้หวัด แก้ไอ (ทั้งต้น)

6. ใช้เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ระงับความร้อน (ทั้งต้น)

7. ทั้งต้นใช้ผสมกับน้ำมันละหุ่ง แล้วนำไปอุ่นใช้เป็นยาหยอดหูแก้อาการปวดหู (ทั้งต้น)

8. ในประเทศอินเดียจะใช้ผักขวงทั้งต้นปรุงเป็นยาระบาย (ทั้งต้น)

9. ผักขวงมีสรรพคุณช่วยบำรุงน้ำดี (ทั้งต้น)

10. ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้คัน เป็นยาทาแก้โรคผิวหนัง หรือเป็นยาฆ่าเชื้อ (ทั้งต้น)

11. ใช้เป็นยาทาแก้อาการฟกช้ำบวมอักเสบ (ทั้งต้น)

12. ผักแก่นขมจัดอยู่ในพระคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้เพื่อดี (ไข้ที่เกิดจากดีพิการ มีอาการปวดศีรษะ ไข้สูง) อันประกอบไปด้วยตัวยา 7 สิ่ง ได้แก่ ผักแก่นขม, เครือเขาด้วย, รากขี้กา, รากขัดมอน, ต้นผีเสื้อ, หญ้าเกล็ดหอย และน้ำผึ้ง

13. ในพระคัมภีร์โรคนิทาน มีตำรับยาที่เข้าด้วยผักแก่นขม 1 ตำรับ คือ ยาสุมกระหม่อมในช่วงฤดูฝน (แก้อาการปวดศีรษะและจมูกตึง) ระบุให้ใช้ผักขวง, ใบหญ้าน้ำดับไฟ, ใบหางนกยูง, ฆ้องสามย่าน, เทียนดำ, ไพล, หัวหอม, ดอกพิกุล และดินประสิวขาว นำมาบดสุมกระหม่อมแก้ปวดศีรษะและจมูกตึง

14. ส่วนในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ซึ่งเป็นตำราว่าด้วยการปฏิสนธิของทารกในครรภ์ การคลอด และโรคเด็กต่าง ๆ ก็มีกล่าวถึงตำรับยาที่เข้าด้วยใบผักขวงและรากผักแก่นขมอีก 7 ตำรับด้วยกัน อันได้แก่

  • ยาแก้เตโชธาตุพิการ (เป็นอาการของธาตุไฟทั้ง 4 พิการ คือ ปรินามัคคี (ร้อนอกร้อนใจ ไอ ท้องขึ้น บวมตามมือตามเท้า เกิดมองคร่อ), ปริทัยมัคคี (มือเท้าเย็น ร้อนใน เย็นนอก ชีพจรเต้นผิดจังหวะ), ชรัคคี (หนักหัว ตาฟาง หูตึง จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รู้รส ชาตามเนื้อตามตัว), สันตัปปัคคี (เย็นในอก กินอาหารไม่ได้ อาหารจุกในท้อง เกิดลม 6 จำพวก พัดปั่นป่วนภายใน หายใจขัด หรือถึงกับเป็นลมสลบไป)) ท่านให้เอารากผักแก่นขม, รากช้าพลู, รากเจตมูลเพลิง, รากมะแว้งทั้งสอง, ก้านสะเดา และบอระเพ็ด อย่างละเท่ากัน นำมาต้มเคี่ยว 3 ส่วน เอา 1 ส่วน ใช้กินเป็นยา ถ้าไม่หายให้เพิ่มยาเข้าไปอีก 8 สิ่ง ได้แก่ โกฐเขมา, ไคร้ต้น, ผักแพวแดง, ผลมะขามป้อม, ว่านเปราะ, รากสวาด, หญ้ารังกา และอบเชยเทศ อย่างละเท่ากัน นำมาบรรจบเข้ากับยาเดิมเป็นขนานเดียวกัน แล้วนำมาต้มเคี่ยว 3 ส่วน เอา 1 ส่วน ใช้เป็นยาแก้ธาตุไฟพิการ
  • ยาแก้มูกเลือดตานโจร (ตานขโมยหรือตานซาง เป็นอาการของเด็กอายุ 5-13 ขวบ ที่เกิดจากพยาธิต่าง ๆ ทำให้เด็กมีอาการซูบซีด ผอมแห้งแรงน้อย พุงโรก้นปอด หัวโต นอนผวา ตกใจง่าย ขี้อ้อน) ท่านให้เอาใบผักแก่นขม, ใบเทียน, ใบทับทิม และขมิ้นอ้อย อย่างละเท่ากัน นำมาบดทำเป็นแท่งละลายกับน้ำเปลือกแคต้มดื่ม
  • ยาแดงแก้ลงท้อง ท่านให้เอาใบผักแก่นขม, ใบระงับ, กรักขี, จันทน์ทั้งสอง, ผลจันทน์, ดอกจันทน์, ผลเบญกานี, เนระพูสี, สน, สัก, สังกรณี, ว่านกีบแรด, ว่านร่อนทอง, ฤาษีประสมแล้ว และสีเสียดทั้งสอง อย่างละเท่ากัน นำมาบดให้เป็นผง ใช้เหล้าเป็นกระสายทำแท่ง ใช้กินกับน้ำเปลือกแคแดง แก้อาการลงท้อง
  • ยาแก้ทรางสกอเจ้าเรือนและทรางกระตัง (เป็นทรางจร) ท่านให้เอาใบผักแก่นขม, ใบการ่อน, ใบชุมเห็ดเทศ, ใบฝ้ายเทศ, ใบเพกา, ใบฟักข้าว, ใบน้ำเต้า, ใบมะระ, ใบระงับพิษ และขมิ้นอ้อย อย่างละเท่ากัน นำมาบดปั้นเป็นแท่งไว้ละลายน้ำซาวข้าว ใช้เป็นยาชโลมแก้พิษต่าง ๆ ที่เกิดทรางสกอและทรางกระตัง (ทรางสะกอ เป็นซางประจำวันพุธ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาแล้วเป็นต่อเนื่องจนอายุได้ขวบเศษ มีอาการที่เกิดต่อเนื่องสลับซับซ้อน ส่วนทรางกระตัง เป็นซางที่เกิดขึ้นหลังคลอด เกิดเขม่าเมื่อมีอายุได้ 1 เดือน จากนั้นแม่ซาง 3 ยอด จึงจะทยอยขึ้นพร้อมบริวาร และมีอาการอย่างอื่นทั้งข้างในและข้างนอกเรื่อยมาจนถึงอายุ 11 เดือน ซึ่งจะเกิดอาการตกมูกเลือด ลงท้อง)
  • ยาประจำท้องกุมารอายุ 2 เดือน (นับแต่วันคลอด) ท่านให้เอาใบผักแก่นขม, ใบสะเดา, ใบขอบชะนางแดง, ใบคนทีสอ, และบอระเพ็ด นำมาบดละลายกับน้ำร้อนกินเป็นยาประจำท้องกันสำรอกใน 2 เดือน (แต่อายุของทารกเพิ่มขึ้น ตัวยาจะเปลี่ยนไปด้วย)
  • ยาจันทรรัศมี เป็นตำรับยาที่นำมาบดทำแท่งกินตามกำลังของทารก เพื่อแก้หืด แก้ปวง แก้คลั่ง แก้ลมบ้าหมู แก้ตัวพยาธิ แก้อาการฟกบวม และแก้ตามเสมหะ ท่านให้เอาใบผักแก่นขม, ใบขี้กาแดง, ใบผักบุ้งขัน, ใบพุทรา, ใบมะกรูด, ใบมะนาว, ใบมะงั่ว, ใบมะยมตัวผู้, ใบประคำไก่, ใบส้มซ่า, กุ่มทั้งสอง, กระชาย, กระทือ, กระเทียม, ข่า, ขมิ้นอ้อย, ตรีกะฏุก, จันทน์ทั้งสอง, ไพล, หอมแดง, เมล็ดพรรณผักกาด, ว่านกีบแรด, และว่านร่อนทอง อย่างละเท่ากัน และเอาพริกไทยเท่าทั้งหลาย นำยาทั้งหมดมาบดให้เป็นจุณแล้วทำเป็นแท่งไว้ให้กุมารกินกับน้ำกระสายต่าง ๆ ตามแต่โรคที่รักษา กล่าวคือ ละลายน้ำส้มซ่า (แก้สันนิบาต), ละลายน้ำขิง (แก้ป่วง), ละลายน้ำดอกไม้ (แก้คลั่ง), ให้แซกดีงูเหลือม (แก้ตานเสมหะและแก้ตัวพยาธิ), ละลายน้ำเหล้า (เป็นยาทาแก้อาการฟกบวม)
  • ยาน้ำดับไฟ ซึ่งเป็นตำรับยาชโลมดับพิษทางผิวกาย ท่านให้เอาผักแก่นขม, ใบโคกกะออม, ใบน้ำเต้า, ใบสะเดา, ใบตำลึงตัวผู้, ใบสมี, ใบมะลิ, ใบมะม่วงกะล่อน และขมิ้นอ้อย นำมาบดทำเป็นแท่งไว้ละลายน้ำมะลิสด ใช้เป็นยาชโลมดับพิษได้ดีนัก

ประโยชน์ของผักแก่นขม/ขวง

  1. ผักแก่นขมเป็นผักที่มีรสขมคล้ายสะเดา บางแห่งจึงเรียกผักชนิดนี้ว่า “สะเดาดิน” โดยชาวบ้านตามชนบทจะใช้ผักแก่นขมเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริกและรับประทานร่วมกับลาบ บ้างนำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกหรือนำมาแกงรวมกับผักอื่น ๆ แกงแค แกงเมือง หรือแกงกับปลาทูนึ่งรับประทาน
  2. คุณค่าทางโภชนาการของผักแก่นขม 100 กรัม จะประกอบไปด้วยพลังงาน 30 กิโลแคลอรี, น้ำ 90.3%, โปรตีน 3.2 กรัม, ไขมัน 0.4 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 3.4 กรัม, ใยอาหาร 1.1 กรัม, เถ้า 1.7 กรัม, แคลเซียม 94 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.8 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.45 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 2.7 มิลลิกรัม, วิตามินซี 19 มิลลิกรัม

การเก็บผักแก่นขม
ผักแก่นขมจะเริ่มแตกหน่อ และเติบโตเป็นต้นขนาดเล็กในช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังน้ำในแอ่งน้ำขังหรือนาข้าวแห้งแล้ว และเริ่มเก็บลำต้นมาประกอบอาหารได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนธันวาคม-เมษายน

การเก็บผักแก่นขม โดยทั่วไปจะใช้วิธีถอนทั้งลำต้น และราก เพราะนิยมใช้ทั้งส่วนราก และลำต้นในการปรุงอาหาร มีวิธีเก็บด้วยใช้มือจับถอนบริเวณโคนต้น ดึงถอนให้รากติดขึ้นมาด้วย

ผักแก่นขมกับเมนูอาหาร
ผักแก่นขม นิยมใช้ประกอบอาหารจำพวกต้ม และแกง ได้แก่

ต้มส้มปลาหมอ

ต้มส้มกบ

ต้มส้มเขียดจะนา

แกงอ่อมหมู และเนื้อ

แกงเลียง – ฯลฯ

อาหารจำพวกต้ม คือ อาหารที่ใส่น้ำมาก เนื้อปลา และผักน้อย ส่วนอาหารจำพวกแกง จะใส่น้ำน้อยหรือเรียกอีกอย่างว่าแกงคั่ว น้ำจะน้อย ผักและเนื้อปลามีมาก

ผักแก่นขมที่ใช้จะต้องล้างน้ำทำความสะอาดก่อน โดยเฉพาะรากแก่นขม เพราะมักมีดินติดมาด้วย หากล้างไม่สะอาดจะทำให้เวลารับประทานจะเคี้ยวแหยงดินได้ ทำให้อาหารไม่อร่อย และรับประทานไม่ได้

การใส่ผักแก่นขมในอาหารจำพวกต้มหรือแกง เริ่มจาก
1. ตั้งน้ำให้ร้อน

2. เติมเนื้อหรือปลาหรือกบเขียด (เตรียมด้วยการล้างให้สะอาด และสับเป็นชิ้นก่อน แต่บางอย่างไม่ต้องสับ เช่น เขียดจะนา)

3. เติมเครื่องปรุงพื้นฐาน ได้แก่ เกลือ และเครื่องแกง ทั้งพริกแห้งตำกับตะไคร้

4. ใส่ผักที่สุกยาก อาทิ ผักกวางตุ้ง หัวหอม เป็นต้น

5. เติมเครื่องปรุงรส อาทิ ปลาร้า ผงชูรส และน้ำปลาร้า

6. เติมผักที่สุกง่าย อาทิ ผักชีลาว ร่วมกับผักแก่นขม

7. ทิ้งไว้สักพัก 1-2 นาที แล้วชิมรส และเติมรสตามต้องการ

เอกสารอ้างอิง

1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “ผักขวง”.  หน้า 469-470.

2. วัชพืช, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  “ขี้ก๋วง”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/use/crop_2.htm.  [22 พ.ย. 2014].

3. หนังสือพิมพ์มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 545, วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556.  (ไพบูลย์ แพงเงิน).  “ผักขวง…สมุนไพรบำรุงน้ำดี”.

4. ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร.  “ผักขวง”.  [ออนไลน์].

ข้อมูลและภาพจาก puechkaset.com/,Ututor99.com/, bansuanporpeang.com/, kaentong.com/

Facebook Comments