แชร์เก็บไว้นะ!! ผักสมุนไพร 8 ชนิด พิชิต “ท้องผูก” ใครที่มีปัญหาท้องผูกเป็นประจำขับถ่ายไม่ออก แนะนำให้อ่านด่วน

คนไทยมีปัญหาท้องผูก หรืออุจจาระตกค้างมากถึง 95% โปรดจำไว้ว่า “กินเข้าไปเท่าไร ก็ต้องออกให้ได้เท่านั้น” (Input = Output) ถ้าขับถ่ายไม่หมดจะกลายเป็ยของเสียสะสม ร่างกายดูดซึมแต่อาหารเก่า ทำให้เลือดเสีย เกิดแก๊สพิษ กรดไหลย้อน มีปัญหากลิ่นปาก กลิ่นตัว ความดันสูง นอนกรน เป็นโรคผิวหนัง สะเก็ดเงิน ทั้งก่อให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย

ทั้งนี้ “วิธีแก้ท้องผูก” มีหลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการรับประทาน“ผักมีเมือก” นั่นเอง ซึ่งในวันนี้ทางเพจอีสานวันนี้เรามีผักที่จัดอยู่ในตระกูล “ผักมีเมือก ไล่ขี้ค้าง” มานำเสนอสำหรับใครที่มีปัญหาท้องผูก ขี้ไม่ค่อยออก แนะนำให้รับประทานผัก 8 ชนิดเหล่านี้ จะช่วยขับไล่ขี้ออกมาได้ มาดูกันสิว่ามีอะไรกันบ้าง.

1. ผักบุ้ง

ใครที่มีปัญหาท้องผูกเป็นประจำขับถ่ายไม่ออก แนะให้กินผักบุ้งสดหรือผักบุ้งลวก จิ้มกับน้ำพริกในมื้อเย็น ส่วนน้ำต้มผักก็สามารถใช้ดื่มได้ ผักบุ้งจะช่วยให้อุจจาระนิ่ม และช่วยขับของเสียพร้อมดูดซับเอาของเสียนั้นออกมาพร้อมในกระบวนการขับถ่ายด้วย กินผักบุ้งเป็นประจำจะช่วยปัดกวาดทำความสะอาดเอาของเสียที่ตกค้างในลำไส้ออกมาด้วย ช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น

2.ผักเชียงคา

คนไทยใหญ่มักใช้ผักเชียงดารักษาอาการท้องผูกโดยแกงผักเชียงดารวมกับผักตำลึงและยอดชะอมกินอีกทั้งมีงานวิจัยระบุว่า “ผักเชียงดา” สามารถช่วย บำรุง “ตับอ่อน” ที่ไม่ผลิตอินซูลิน สาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวานให้ทำงานได้ดีขึ้น

3.ผักปลัง

ต้น ราก ใบ และทั้งต้นช่วยแก้อาการท้องผูก ยอดอ่อนหรือใบยอดอ่อนสดจะมีเส้นใย ช่วยหล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ ที่เหมาะสำหรับเด็กและสตรีตั้งครรภ์ เมื่อนำมาต้มกินเป็นอาหารจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้ และเมือกที่อยู่ในผักปลังจะมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยทำให้ท้องไม่ผูกได้

4.กระเจี๊ยบเขียว

การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเขียวเป็นประจำ จะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร เยื้อบุกระเพาะและลำไส้อักเสบ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย จึงช่วยในการขับถ่าย ทำให้ถ่ายอุจจาระได้คล่อง จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และช่วยในการทำงานของระบบดูดซีมสารอาหาร ช่วยสนับสนุนการขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (โพรไบโอติกแบคทีเรีย) ช่วยลดความเสี่ยงของโรคแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร และผลช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

5. ตำลึง

ประโยชน์ตำลึง ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการรับประทานใบตำลึงสด ๆ เปลือกหัวใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ช่วยระบายท้อง ส่วนใบช่วยขับสารพิษในลำไส้ และช่วยป้องกันอาการท้องผูก

6.กุยช่าย

ไม่ว่าจะเป็นกุยช่ายชนิดใดก็ล้วนให้เส้นใยอาหารปริมาณที่สูงมาก เส้นใยอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยช่วยเพิ่มปริมาณกากใยอาหารในระบบทางเดินอาหาร เมือกของผักนี้ให้ขับถ่ายคล่องและลดปริมาณของเสียที่สะสมในลำไส้ จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอักเสบและมะเร็งลำไส้

7.ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้าสามารถใช้เป็นยาถ่าย โดยเลือกตัดว่านหางจระเข้พันธุ์เฉพาะที่ใบใหญ่และมีน้ำยางสีเหลืองในปริมาณมาก อายุประมาณ 9 เดือนขึ้นไป รองน้ำยางที่ไหลออกมาจากใบ แล้วนำไปเคี่ยวให้ข้น เทลงในพิมพ์ขนาดเล็กให้แข็งเป็นก้อนรับประทานเป็นยาได้ ซึ่งเม็ดยาจะมีสีแดงอมน้ำตาลไปจนถึงดำ เรียกว่า ยาดำ แบ่งรับประทานครั้งละประมาณ 0.25 กรัม (250 มิลลิกรัม) จะเป็นขนาดที่เหมาะสมในการใช้เป็นยาถ่าย หากต้องการรับประทานแบบสด ๆ ก็สามารถทำได้ โดยการตัดวุ้นที่ล้างสะอาดแล้วออกเป็นขนาด 3-4 เซนติเมตร แบ่งรับประทานวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

8.บวบ

รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย ส่วนผลก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน รากและเมล็ดบวบเหลี่ยมที่มีรสขม มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย.

คุณหมอพรทิพย์ เคยเขียนไว้ว่า ศพที่ผ่าบางศพมีอุจจาระตกค้าง บางศพมากถึง 10 กิโลกรัมก็มี เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยต่างๆเพราะอุจจาระตกค้างนั้นแข็งก็จะไปกดทับเส้นประสาทเส้นเลือด กระดูกสันหลัง ขับถ่ายออกยากมากจนมากขึ้นเรื่อยๆเป็นเพราะเราขับถ่ายไม่ตรงเวลาลำไส้ใหญ่คือ ตี5ถึง7โมงเช้า เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ เมือเลยเวลาไปแล้วอุจจาระก็จะดันตัวเองไปเก็บไว้จนเกิดการแข็งตัวอุจจาระที่มาที่หลังเหลวๆก็จะแทรกตัวผ่านไป วันแล้ววันเล่าเริ่มสะสมอุจจาระจนมากขึ้นกลายเป็นปัญหาสุขภาพมากมาย ถ้าเอาออกไปได้เราจะโล่งตัวเบาหวิวทันที

ขอบคุณแหล่งที่มา:
หนังสือ สูตรเด็ดแก้เจ็บแก้จน
สมุนไพรหมอศุภ
medthai.com,tnews.co.th
เรียบเรียงมาจาก คำบรรยายของอาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา จากหนังสือสูตรเด็ด แก้เจ็บ แก้จน

Facebook Comments